แคลเซียม (Calcium) คือแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ โดย 99% ของแคลเซียมทั้งหมดถูกเก็บสะสมในกระดูกและฟัน กระดูกของเด็กอายุ 6-18 ปีอยู่ในระยะ Peak Bone Mass Formation ซึ่ง osteoblast (เซลล์สร้างกระดูก) ทำงานในอัตราสูงสุดตลอดช่วงชีวิต
เพื่อให้ร่างกายสร้างกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กๆ ไม่เพียงแต่ต้องการแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังต้องการปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างด้วย วิตามิน D3 ทำหน้าที่นำแคลเซียมจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด ส่วน วิตามิน K2 กระตุ้น Osteocalcin ให้นำแคลเซียมเข้าสู่เนื้อกระดูกโดยตรง – กระบวนการนี้เรียกว่า วงจร CPP-D3-K2
แคลเซียมแต่ละรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Calcium Carbonate (CaCO3), Nano Calcium หรือ Aquamin F (แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลแดง) มีอัตราดูดซึมและผลต่อมวลกระดูกที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ช่วยให้ผู้ปกครองเลือกโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กได้อย่างมีข้อมูล

แคลเซียมสร้างกระดูกได้อย่างไร – กลไกระดับเซลล์
แคลเซียมเข้าสู่กระดูกผ่านกระบวนการ Ossification ซึ่ง osteoblast ใช้แคลเซียมและฟอสเฟตสร้างผลึก Hydroxyapatite [Ca₁₀(PO₄)₆(OH)₂] โครงสร้างแข็งที่เป็นส่วนประกอบหลักของกระดูกในสัดส่วนถึง 70% โดยน้ำหนัก
osteoblast ทำงานอย่างไร
osteoblast สร้างโปรตีนหลัก 2 ชนิด ได้แก่ Collagen Type 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงร่างที่ยืดหยุ่น และ Osteocalcin ที่ดึงดูดแคลเซียมเข้ามายึดเกาะกับโครงนี้ กระบวนการดำเนินใน 2 ระยะ:
ระยะแรกคือการสร้าง Osteoid – osteoblast วางโครงโปรตีนที่ยังอ่อนนุ่มก่อน ระยะที่สองคือ Mineralization ที่ผลึกแคลเซียมและฟอสเฟตเข้าเติมเต็มโครงโปรตีนนั้น ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงตามลำดับ
ในเด็กอายุ 6-12 ปี อัตราการสร้างกระดูกใหม่สูงกว่าการสลาย (Bone Remodeling) อย่างชัดเจน กระดูกในช่วงวัยรุ่นอายุ 13-18 ปีสะสมมวลกระดูกได้รวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะช่วง Growth Spurt ที่กระดูกยาวขึ้นที่ Growth Plate (แผ่นกระดูกอ่อนที่ปลายกระดูก)
Bonepep กระตุ้น osteoblast อย่างไร
Bonepep คือ Hydrolyzed Peptide สกัดจากไข่แดง ผ่านเทคโนโลยีไฮโดรไลซิสเอนไซม์จาก Pharmafood ประเทศญี่ปุ่น เปปไทด์เหล่านี้กระตุ้นการทำงานของ osteoblast โดยตรง ซึ่งต่างจากแคลเซียมทั่วไปที่ให้เพียงวัตถุดิบสำหรับสร้างกระดูก
การใช้ Bonepep ร่วมกับแคลเซียมทำให้กระบวนการ Ossification ดำเนินได้ดีกว่าแคลเซียมเดี่ยว เนื่องจาก Bonepep กระตุ้นฝั่งเซลล์ ขณะที่แคลเซียมจัดหาวัตถุดิบสำหรับ Mineralization – ทั้งสองทำงานเสริมกันในคนละขั้นตอน
ฟอสฟอรัสและแมกนีเซียม – แร่ธาตุที่ทำงานคู่กับแคลเซียม
แคลเซียมไม่ทำงานคนเดียวในกระดูก ฟอสฟอรัส (Phosphorus) เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการสร้างผลึก Hydroxyapatite ส่วนแมกนีเซียม (Magnesium) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการ Mineralization
Aquamin F มีข้อได้เปรียบสำคัญตรงนี้ – ประกอบด้วย Ca มากกว่า 30% พร้อมกับ Mg และแร่ธาตุอีกกว่า 70 ชนิดในโครงสร้างเดียว ทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุที่ทำงานร่วมกันในคราวเดียว แทนที่จะต้องดูดซึมจากแหล่งแยกกัน

เด็กอายุ 6-18 ปีต้องการแคลเซียมเท่าไรต่อวัน
ปริมาณแคลเซียมที่เด็กต้องการเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ ตามปริมาณสารอาหารอ้างอิงของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 กำหนดไว้ดังนี้:
| ช่วงอายุ | ปริมาณแคลเซียม (mg/วัน) | เหตุผลสำคัญ |
|---|---|---|
| 6-8 ปี | 800 mg | ระยะสร้างมวลกระดูกพื้นฐาน |
| 9-12 ปี | 1,000 mg | เตรียมก่อน Growth Spurt |
| 13-18 ปี | 1000 – 1300 mg | ช่วง Growth Spurt – ต้องการสูงต่อเนื่อง |
ตัวเลขเหล่านี้คือ ปริมาณที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่ปริมาณที่รับประทาน เนื่องจากอัตราดูดซึมแคลเซียมในสภาวะปกติอยู่ที่ประมาณ 25-35% หมายความว่าเด็กอายุ 10 ปีที่ต้องการ 1,000 mg ต้องได้รับแคลเซียมจากอาหารหรืออาหารเสริมในปริมาณที่มากกว่าตัวเลขนี้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย – ปริมาณไม่เท่ากับการดูดซึม
ผู้ปกครองหลายท่านเข้าใจว่าการเพิ่มปริมาณแคลเซียม 2 เท่าจะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพิ่ม 2 เท่า แต่ร่างกายมีกลไกควบคุมการดูดซึมแคลเซียม (Active Transport) ที่ปรับอัตราตามความต้องการจริง
การดูดซึมแคลเซียมขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก: รูปแบบของแคลเซียม (CaCO3 vs Nano Calcium vs Aquamin F), ระดับวิตามิน D3 ในร่างกาย และสภาพกรด-ด่างในระบบย่อยอาหาร การเพิ่มแต่ปริมาณโดยไม่คำนึงถึง 3 ปัจจัยนี้จึงให้ผลน้อยกว่าที่คาด
ช่วง Growth Spurt และความต้องการแคลเซียม
Growth Spurt เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น โดยทั่วไปในเด็กหญิงอายุ 10-14 ปี และเด็กชายอายุ 12-16 ปี ในช่วงนี้กระดูกยาวขึ้นที่ Growth Plate อย่างรวดเร็ว ความต้องการแคลเซียมจึงสูงมาก
ถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในช่วงนี้ ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกที่มีอยู่แล้วมาใช้ในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายให้ความสำคัญกับระบบเหล่านี้ก่อน ส่งผลต่อความหนาแน่นของมวลกระดูกในระยะยาว
สัญญาณที่ควรสังเกต
สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าเด็กได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ได้แก่ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณขาและหลังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ฟันผุง่ายผิดปกติ เล็บเปราะหักง่าย และอาการกล้ามเนื้อกระตุก (Tetany) ในกรณีขาดรุนแรง หากสังเกตพบควรปรึกษาแพทย์เพื่อการประเมินที่ถูกต้อง
เพื่อเทียบกับเกณฑ์พัฒนาการมาตรฐาน WHO อ่านเพิ่มเติมที่ เกณฑ์น้ำหนักและส่วนสูงตามวัยของ WHO

แคลเซียม 3 รูปแบบ ความแตกต่างที่ผู้ปกครองควรรู้
CaCO3, Nano Calcium และ Aquamin F มีกลไกดูดซึมและผลต่อมวลกระดูกที่ต่างกัน การเลือกรูปแบบแคลเซียมส่งผลโดยตรงต่อปริมาณที่ร่างกายได้รับจริง ไม่ใช่แค่ปริมาณบนฉลาก
Calcium Carbonate (CaCO3) – แคลเซียมมาตรฐาน
CaCO3 เป็นรูปแบบแคลเซียมที่พบบ่อยที่สุดในอาหารเสริมทั่วไป มีปริมาณแคลเซียมสูง (40% โดยน้ำหนัก) และมีราคาที่เข้าถึงได้ CaCO3 ต้องการสภาพกรดในกระเพาะอาหารเพื่อละลายก่อนดูดซึม กระบวนการนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงเมื่อรับประทานพร้อมมื้ออาหาร
ข้อจำกัดคือขนาดอนุภาคที่ใหญ่กว่าทำให้พื้นที่สัมผัสน้อยลง นอกจากนี้บางคนรายงานอาการท้องอืดหรือท้องผูกเมื่อรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะเมื่อขาด Mg ที่ช่วยการทำงานของลำไส้
Nano Calcium – อนุภาคขนาดเล็กดูดซึมได้เร็วกว่า
Nano Calcium คือ Calcium Carbonate ที่ผ่านการบดย่อยจนได้อนุภาคขนาดนาโนเมตร พื้นที่สัมผัสที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้ละลายได้ง่ายกว่าในระบบย่อยอาหาร แม้ในสภาวะกรดต่ำกว่าปกติ
Nano Calcium เหมาะสำหรับเด็กที่รับประทานอาหารเสริมในช่วงท้องว่าง หรือเด็กที่ร่างกายผลิตกรดในกระเพาะในปริมาณที่น้อย การลดขนาดอนุภาคช่วยเพิ่มอัตราดูดซึมโดยไม่ต้องเปลี่ยนแหล่งที่มาของแคลเซียม
Aquamin F – แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลแดง โครงสร้างรังผึ้ง
Aquamin F คือแคลเซียมอินทรีย์สกัดจากสาหร่ายทะเลแดง Lithothamnion sp. จากชายฝั่งไอร์แลนด์ มีโครงสร้างแบบรังผึ้ง (Honeycomb Structure) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากกระบวนการเจริญเติบโตของสาหร่าย
โครงสร้างรังผึ้งนี้สร้างพื้นที่สัมผัสสูงมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า CaCO3 ทั่วไป และไม่ทำให้เกิดอาการร้อนในหรือท้องผูกซึ่งเป็นข้อร้องเรียนที่พบบ่อยของแคลเซียมรูปแบบอื่น
Aquamin F ประกอบด้วย Ca มากกว่า 30% พร้อมกับ Mg และแร่ธาตุอีกกว่า 70 ชนิดในโครงสร้างเดียว ใน Unigrow Optipro ใช้ Aquamin F ในปริมาณ 400mg ต่อกระปุก 400g
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aquamin F อ่านที่ Aquamin F คืออะไร – แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลไอร์แลนด์
ตารางเปรียบเทียบแคลเซียม 3 รูปแบบ
ตารางด้านล่างแสดงลักษณะสำคัญของแคลเซียมแต่ละรูปแบบตามข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลผลิตภัณฑ์:
| ลักษณะ | CaCO3 | Nano Calcium | Aquamin F |
|---|---|---|---|
| แหล่งที่มา | แร่หิน | แร่หิน (บดนาโน) | สาหร่ายทะเลแดง |
| โครงสร้าง | ผลึกมาตรฐาน | อนุภาคนาโน | รังผึ้ง (Honeycomb) |
| แร่ธาตุเพิ่มเติม | – | – | Mg + 70+ ชนิด |
| ต้องการกรดกระเพาะ | สูง | ปานกลาง | ต่ำกว่า |
| ผลข้างเคียงที่รายงาน | อาจท้องผูก | ลดลง | ไม่มีรายงาน |
สรุปกลางบทความ – กลไกและรูปแบบแคลเซียม
ถึงจุดนี้มีประเด็นสำคัญ 3 ข้อที่ควรจำ:
ข้อที่ 1 – แคลเซียมเข้าสู่กระดูกผ่าน osteoblast ที่ใช้แคลเซียมสร้างผลึก Hydroxyapatite ร่วมกับฟอสฟอรัสและแมกนีเซียม
ข้อที่ 2 – ปริมาณที่ต้องการอยู่ที่ 800-1,000 mg ต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุ โดย Growth Spurt ในวัยรุ่นต้องการแคลเซียมที่สม่ำเสมอที่สุด
ข้อที่ 3 – รูปแบบแคลเซียมต่างกันทำให้ดูดซึมต่างกัน Nano Calcium และ Aquamin F มีอัตราดูดซึมดีกว่า CaCO3 ทั่วไป
แต่แคลเซียมเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ – ต้องการ D3, K2 และ CPP ทำงานร่วมกันเป็นระบบ ซึ่งจะอธิบายในส่วนต่อไป
วงจร D3-K2-CPP – ระบบนำแคลเซียมเข้ากระดูก
D3, K2 และ CPP ทำงานเป็นระบบ 3 ขั้นตอนในการนำแคลเซียมเข้าสู่กระดูก แต่ละองค์ประกอบทำหน้าที่คนละจุดในกระบวนการ การขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งทำให้ระบบทั้งหมดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ขั้นที่ 1: วิตามิน D3 – ประตูดูดซึมในลำไส้เล็ก
วิตามิน D3 (Cholecalciferol) กระตุ้นการผลิตโปรตีน Calbindin ในผนังลำไส้เล็ก Calbindin ทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” นำแคลเซียมข้ามผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด – กระบวนการนี้เรียกว่า Active Transport
โดยไม่มี D3 อัตราดูดซึมแคลเซียมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะรับประทานแคลเซียมในปริมาณเพียงพอ แหล่ง D3 ตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดคือแสงแดดอ่อนในช่วงเช้า (UVB) วันละ 15-30 นาที ตามข้อมูลของ hicarecenter.com
เด็กไทยที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาคาร หรือใส่ครีมกันแดดตลอดเวลา อาจได้รับ D3 จากแสงแดดน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้การเสริม D3 ผ่านอาหารและอาหารเสริมมีความสำคัญยิ่งขึ้น
ขั้นที่ 2: วิตามิน K2 (MK7) – ผู้กำหนดว่าแคลเซียมจะไปที่ไหน
วิตามิน K2 รูปแบบ MK7 (Menaquinone-7) สกัดจากถั่วเหลืองหมัก “Natto” ญี่ปุ่น ทำงานโดยกระตุ้นโปรตีน Osteocalcin ให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้ (Carboxylated Form)
วิตามิน K2 ในรูปแบบ MK7 ทำงานโดยการกระตุ้นโปรตีนสำคัญสองชนิด ได้แก่ ออสทีโอแคลซินและ MGP (Matrix Gla Protein) โดยออสทีโอแคลซินทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” ที่ขนส่งและจับแคลเซียมเข้ากับเนื้อเยื่อกระดูก ในขณะที่ MGP ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” ป้องกันไม่ให้แคลเซียมหลุดออกไปและสะสมในผนังหลอดเลือดหรือเนื้อเยื่ออ่อน ดังนั้น K2 จึงช่วยให้แคลเซียมไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้
K2 MK7 มีค่าครึ่งชีวิตยาวกว่า K2 MK4 ทำให้ทำงานได้นานกว่าต่อการรับประทาน 1 ครั้ง เหมาะสำหรับการเสริมโภชนาการรายวัน
ขั้นที่ 3: OSTEUM® CPP – ส่วนประกอบสำคัญนี้ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมได้ดีเยี่ยม บำรุงกระดูกให้แข็งแรง และสนับสนุนการเจริญเติบโตโดยรวม
CPP (Casein Phosphopeptide) คือเปปไทด์สกัดจากเคซีนในนม ทำงานโดยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกตะกอนในระบบย่อยอาหารก่อนจะถูกดูดซึม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แคลเซียมส่วนหนึ่งถูกขับออกโดยไม่ได้ประโยชน์
OSTEUM® CPP ที่ใช้ใน Unigrow Optipro มีความเข้มข้น Casein Phosphopeptide 35% ช่วยเพิ่มการดูดซึม Ca, Mg และ P ได้พร้อมกัน นอกจากนี้ FOS (Fructo-Oligosaccharide) ในสูตรยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมผ่านกลไก Prebiotic อีกชั้นหนึ่ง
FOS และ Inulin – Prebiotics ที่ทำให้แคลเซียมดูดซึมได้ดีขึ้น
FOS และ Inulin ลดค่า pH ในลำไส้ใหญ่ให้เป็นกรดเล็กน้อย สภาวะนี้เพิ่มความสามารถในการละลายของแคลเซียมและช่วยให้ดูดซึมได้มากขึ้น ข้อมูลที่อ้างอิงใน PubMed ระบุว่า FOS ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมได้ประมาณ 20% นอกจากนี้ Inulin ยังกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ป้องกันการสะสมของแคลเซียมในรูปที่ไม่ละลาย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของวิตามิน D3 และ K2 อ่านที่ วิตามินสำหรับพัฒนาการของเด็ก
อาหาร 8 ชนิดที่ให้แคลเซียมสูงสำหรับเด็กอายุ 6-18 ปี
แหล่งแคลเซียมในอาหารไม่ได้จำกัดอยู่แค่นมวัว ผู้ปกครองสามารถเพิ่มแคลเซียมในมื้ออาหารได้จากหลายแหล่ง ตามข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากแพทย์และนักโภชนาการไทย
ตารางอาหารที่มีแคลเซียมสูง
ตารางด้านล่างแสดงปริมาณแคลเซียมโดยประมาณต่อ 1 หน่วยบริโภค ตัวเลขเป็นช่วงอ้างอิงเนื่องจากปริมาณแคลเซียมขึ้นอยู่กับพันธุ์และวิธีการปรุง:
| อาหาร | ปริมาณ | แคลเซียมโดยประมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| นมวัว | 200 มล. (1 แก้ว) | 240-280 mg | แหล่งที่สมบูรณ์ที่สุด |
| โยเกิร์ตธรรมชาติ | 150 g (1 ถ้วย) | 200-250 mg | มี Probiotics เสริม |
| ปลาตัวเล็กกินได้ทั้งตัว | 100 g | 200-350 mg | กระดูกปลา = แคลเซียมสูง |
| เต้าหู้แข็ง (ตกตะกอนด้วย Ca) | 100 g | 130-180 mg | เหมาะสำหรับผู้แพ้นม |
| ผักคะน้า (สุก) | 100 g | 100-150 mg | Oxalate ต่ำกว่าผักโขม |
| ถั่วเหลือง (สุก) | 100 g | 100-140 mg | มีโปรตีนสูงด้วย |
| งาขาว | 1 ช้อนโต๊ะ (15 g) | 80-100 mg | ใส่ในอาหารได้หลายแบบ |
| นมถั่วเหลืองเสริม Ca | 200 มล. | 240-300 mg | ทางเลือกสำหรับผู้แพ้นมวัว |
หมายเหตุ Oxalate: ผักบางชนิดเช่นผักโขมมี Oxalic Acid สูง ซึ่งยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม ผักคะน้าและบรอกโคลีมี Oxalate ต่ำกว่า จึงเหมาะกว่าในฐานะแหล่งแคลเซียมจากผัก
ตัวอย่างการจัดมื้ออาหารเพื่อให้ได้แคลเซียม 1,000 mg ต่อวัน
สำหรับเด็กอายุ 9-18 ปีที่ต้องการ 1,000 mg ต่อวัน ตัวอย่างการจัดมื้ออาหาร:
มื้อเช้า: นมวัว 1 แก้ว + โยเกิร์ต 1 ถ้วย = ประมาณ 440-530 mg
มื้อเที่ยง: ผัดคะน้า 100 g + ถั่วเหลือง 50 g = ประมาณ 150-215 mg
มื้อเย็น: ปลาตัวเล็กนึ่งซีอิ๊ว 100 g = ประมาณ 200-350 mg
รวมจากอาหาร: ประมาณ 790-1,095 mg
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าเด็กที่กินอาหารครบหลากหลายสามารถได้รับแคลเซียมใกล้เคียงกับที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เด็กที่ไม่ชอบผักหรือแพ้นมวัวมักได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจากอาหารเพียงอย่างเดียว
ตามข้อมูลจาก chiangmairam.com ที่รวบรวมโดยแพทย์ไทย เด็กควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้วร่วมกับอาหารหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับทั้งแคลเซียม โปรตีน และวิตามิน D ที่ทำงานร่วมกัน
เด็กที่แพ้นมวัวได้รับแคลเซียมจากที่ใด
เด็กที่แพ้นมวัว (Cow’s Milk Allergy) สามารถได้รับแคลเซียมจากแหล่งอื่นได้ ได้แก่ เต้าหู้ที่ตกตะกอนด้วยแคลเซียม นมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม ปลาตัวเล็กกินได้ทั้งตัว และผักคะน้า
Aquamin F เป็นแหล่งแคลเซียมที่ไม่ใช่นมวัวและดูดซึมได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่มีข้อจำกัดด้านการแพ้นม สำหรับรายละเอียดของแคลเซียมจากสาหร่ายทะเล อ่านเพิ่มเติมที่ แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลและ Aquamin F
สำหรับข้อมูลผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง อ่านเพิ่มเติมที่ ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง – ทางเลือกเสริมกระดูก

สรุปภาพรวม – ระบบโภชนาการแคลเซียมที่สมบูรณ์
ก่อนไปยังคำถามที่พบบ่อย ขอสรุปภาพรวมทั้งหมด:
ระดับที่ 1 – แคลเซียมในรูปแบบที่ดูดซึมได้: Nano Calcium หรือ Aquamin F ดูดซึมได้ดีกว่า CaCO3 ทั่วไป ใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกันเป็น Calcium Dual System ให้ครอบคลุมทั้งปริมาณและคุณภาพแร่ธาตุ
ระดับที่ 2 – วงจร CPP-D3-K2: D3 เปิดประตูดูดซึมในลำไส้เล็ก → CPP ป้องกันการตกตะกอนกลางทาง → K2 นำแคลเซียมเข้ากระดูกผ่าน Osteocalcin
ระดับที่ 3 – การกระตุ้น osteoblast: Bonepep กระตุ้น osteoblast โดยตรง ทำให้กระบวนการ Ossification ทำงานได้ดีกว่าแคลเซียมเดี่ยว
ระดับที่ 4 – สารเสริมการดูดซึม: FOS + Inulin เพิ่มประสิทธิภาพดูดซึมแคลเซียมในลำไส้อีก ~20%
ระบบ 4 ระดับนี้ทำงานพร้อมกัน การขาดองค์ประกอบใดส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง
คำถามที่ผู้ปกครองถามบ่อยเกี่ยวกับแคลเซียมในเด็ก
แคลเซียมกินตอนไหนร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า?
ช่วงเวลาที่ดูดซึมได้มีประสิทธิภาพกว่าคือพร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหารทันที กรดในกระเพาะอาหารช่วยละลาย CaCO3 ให้เป็นแคลเซียมไอออนที่ดูดซึมได้ อย่างไรก็ตาม Aquamin F และ Nano Calcium มีอัตราการละลายที่ดีกว่า จึงรับประทานได้แม้ในขณะท้องว่าง
ควรแบ่งปริมาณแคลเซียมเป็น 2 ครั้งต่อวัน เช่น หลังอาหารเช้าและหลังอาหารเย็น ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีกว่าในปริมาณน้อยครั้งละ ดีกว่าการรับประทานปริมาณมากครั้งเดียว
Nano Calcium กับ Aquamin F ต่างกันอย่างไร?
Nano Calcium คือ Calcium Carbonate บดย่อยจนได้อนุภาคขนาดนาโน ให้แคลเซียมเป็นหลักในรูปแบบที่ละลายง่ายขึ้น ส่วน Aquamin F คือแคลเซียมออร์แกนิกสกัดจากสาหร่ายทะเลแดงโดยธรรมชาติ มีแร่ธาตุมากกว่า 70 ชนิดมาพร้อมกัน
ความแตกต่างสำคัญคือ Aquamin F ให้ Mg, P และแร่ธาตุที่ทำงานร่วมกับแคลเซียมในกระบวนการสร้างกระดูกมาในชุดเดียว การใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกันในสูตร Calcium Dual ช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพการดูดซึม
เด็กที่กินอาหารครบ 5 หมู่ยังต้องการอาหารเสริมแคลเซียมหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินจริงและช่วงอายุ เด็กที่ดื่มนม 2-3 แก้วต่อวันและกินผักใบเขียวสม่ำเสมออาจได้รับแคลเซียมเพียงพอจากอาหาร
เด็กที่ไม่ชอบดื่มนม แพ้นมวัว หรืออยู่ในช่วง Growth Spurt (วัยรุ่น 12-16 ปี) มักได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจากอาหารทั่วไป ในกรณีเหล่านี้อาหารเสริมแคลเซียมในรูปแบบที่ดูดซึมได้ดีช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อการประเมินที่ถูกต้อง
Bonepep คืออะไร และทำไมถึงแตกต่างจากแคลเซียมทั่วไป?
Bonepep คือ Hydrolyzed Peptide สกัดจากไข่แดง ผ่านเทคโนโลยีไฮโดรไลซิสเอนไซม์จาก Pharmafood ญี่ปุ่น ทำงานโดยกระตุ้น osteoblast โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากแคลเซียมที่ให้เพียงวัตถุดิบสำหรับสร้างกระดูก
บทบาทของ Bonepep และแคลเซียมคือการทำงานคนละฝั่งของกระบวนการ Ossification – Bonepep กระตุ้นฝั่งเซลล์ ให้ทำงานได้มากขึ้น ส่วน แคลเซียมให้วัตถุดิบ สำหรับ Mineralization การใช้ทั้งสองร่วมกันจึงให้ผลดีกว่าแยกกัน
แสงแดดช่วยการดูดซึมแคลเซียมได้อย่างไร?
แสงแดดอ่อนในช่วงเช้า (UVB) กระตุ้นให้ผิวหนังสังเคราะห์วิตามิน D3 ซึ่งจำเป็นสำหรับการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้เล็กผ่านโปรตีน Calbindin ข้อแนะนำคือรับแสงแดดวันละ 15-30 นาทีในช่วงเช้าก่อน 10 โมง
สำหรับเด็กที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาคาร หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศครึ้มบ่อย การเสริม D3 ผ่านอาหารเสริมมีความสำคัญเพื่อให้ระบบดูดซึมแคลเซียมทำงานได้ครบถ้วน
Unigrow Optipro – อาหารเสริมสำหรับเด็ก 6 -18 ปี
Unigrow Optipro เป็นอาหารเสริมนมผงที่ออกแบบสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปและวัยรุ่น สูตรประกอบด้วยระบบ Calcium Dual (Nano Calcium + Aquamin F 400mg) ร่วมกับวงจร CPP-D3-K2 และ Bonepep จาก Pharmafood ญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของกระดูกตามวัย
สูตรยังประกอบด้วย ระบบ DCT (DHA + Choline + Taurine) สำหรับพัฒนาการสมองและสายตา Colostrum “3A” จาก Bio Group USA สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน และ Beta Glucan ที่ใช้เฉพาะใน Unigrow Optipro รวมทั้ง 28 วิตามินและแร่ธาตุครบในสูตรเดียว
วิธีรับประทาน: ผสม ผสมผง 4 ช้อนตวงกับน้ำอุ่น 200 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและหลังอาหารเย็น ช้อนตวงกับน้ำอุ่น 160-180 มล. วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและหลังอาหารเย็น
Unigrow Optipro ผ่านการรับรองจาก Thai FDA (อย.), US FDA factory certification, GMP และ HACCP ผลิตโดย RSS Biotech Co., Ltd. จัดจำหน่ายโดย Uninutry Global Nutrition ผ่าน Shopee,, TikTok Shop และร้านขายยาทั่วไทย ราคาเริ่มต้นประมาณ ฿1,200-฿1,400 ต่อกระปุก 400g


