วิตามิน D3 (Cholecalciferol) K2 MK7 และแมกนีเซียม ทำงานร่วมกันในกระบวนการ Ossification ที่แปลง Osteoid ให้เป็นเนื้อกระดูกแข็ง – ไม่ใช่แค่สารอาหารเสริม แต่เป็นเงื่อนไขบังคับของระบบ D3 ดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดผ่านโปรตีน Calbindin K2 กระตุ้น Osteocalcin ให้นำแคลเซียมเข้าสู่ Hydroxyapatite ภายใน Growth Plate แมกนีเซียมแปลง D3 ให้อยู่ในรูป Calcitriol ซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายใช้งานได้จริง และยังเป็นองค์ประกอบของผลึก Hydroxyapatite เองด้วย เด็กอายุ 6–18 ปีที่ขาดวิตามิน D3 K2 หรือแมกนีเซียมจะมีแคลเซียมสูงในเลือดแต่ไม่เข้ากระดูก – ภาวะที่เรียกว่า Calcium Underutilization กระบวนการสร้างกระดูกใน Growth Plate ต้องการทั้งสามสารอาหารนี้ทำงานพร้อมกัน ขาดตัวใดตัวหนึ่งแล้ว Osteoblast ก็ไม่สามารถสร้าง Bone Mineral Density ได้อย่างเต็มศักยภาพ
กระดูกสร้างจากอะไร – บทบาทของวิตามินและแร่ธาตุในกระบวนการ Ossification
กระดูกประกอบด้วย Hydroxyapatite [สูตรเคมี Ca₁₀(PO₄)₆(OH)₂] เป็นแร่ธาตุหลัก คิดเป็น 65–70% ของมวลกระดูก ส่วนที่เหลือคือ Collagen Type I ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงร่างให้ Hydroxyapatite ยึดเกาะ
กระบวนการสร้างกระดูกหรือ Ossification เกิดผ่าน Osteoblast (เซลล์สร้างกระดูก) ที่ผลิต Osteoid โปรตีน Collagen ก่อนแข็ง แล้วสะสม Hydroxyapatite ลงในโครงสร้างนั้น กระบวนการนี้เกิดตลอดเวลาใน Growth Plate (แผ่นกระดูกอ่อน) ของเด็กที่ยังเจริญเติบโต
แต่ Osteoblast ไม่สามารถทำงานได้โดยลำพัง – ต้องการวิตามินและแร่ธาตุ 3 กลุ่มหลัก:
| สารอาหาร | บทบาทหลักใน Ossification | แหล่งที่มา |
|---|---|---|
| วิตามิน D3 | ดูดซึม Ca²⁺ จากลำไส้เล็กเข้าเลือด | แสงแดด UV-B, ไข่แดง, ปลาทะเลน้ำลึก |
| วิตามิน K2 MK7 | Carboxylate Osteocalcin → นำ Ca²⁺ เข้า Hydroxyapatite | ถั่วเหลืองหมัก (Natto), ชีสสด |
| แมกนีเซียม | แปลง D3 → Calcitriol + เป็นองค์ประกอบผลึก Hydroxyapatite | ผักใบเขียว, ถั่ว, เมล็ดธัญพืช |
ขาดตัวใดตัวหนึ่ง วงจรทั้งระบบหยุด แคลเซียมที่รับประทานเข้าไปจะไม่ถูกนำไปใช้งานได้เต็มที่แม้ปริมาณจะครบตาม DRI
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: “แคลเซียมอย่างเดียวก็พอ” – แต่ในความเป็นจริงแคลเซียมคือ วัตถุดิบ ส่วน D3 K2 และ Mg คือ ระบบขนส่งและก่อสร้าง ขาดระบบขนส่ง วัตถุดิบก็ไม่ถึงปลายทาง

วิตามิน D3 (Cholecalciferol): จากแสงแดดสู่การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้
วิตามิน D3 หรือ Cholecalciferol ควบคุมการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านโปรตีนขนส่ง Calbindin ในเซลล์ลำไส้
เส้นทางการสังเคราะห์ D3 มี 3 ขั้นตอน:
- แสง UV-B กระตุ้น 7-Dehydrocholesterol ในผิวหนัง → Cholecalciferol (D3 ดิบ)
- ตับแปลง Cholecalciferol → 25-Hydroxyvitamin D (25-OH D – รูปสะสมในเลือด)
- ไตแปลง 25-OH D → Calcitriol (1,25-dihydroxyvitamin D3 – รูปออกฤทธิ์)
Calcitriol กระตุ้นยีน VDR (Vitamin D Receptor) ในเซลล์ลำไส้ให้ผลิต Calbindin ซึ่งจับ Ca²⁺ และขนส่งข้ามผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด กระบวนการนี้เรียกว่า Transcellular Calcium Transport
ปริมาณวิตามิน D3 ที่เด็กต้องการตาม DRI 2563 (กรมอนามัย):
| กลุ่มอายุ | D3 แนะนำ (IU/วัน) | ปริมาณสูงสุดที่ปลอดภัย |
|---|---|---|
| 6–12 ปี | 600 IU (15 µg) | 2,500 IU |
| 13–18 ปี | 600 IU (15 µg) | 4,000 IU |
สถานะ D3 ในเด็กไทย: เด็กที่ใช้ชีวิตในอาคาร เรียนหนังสือในห้อง หรือใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ จะสัมผัส UV-B น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ แม้ประเทศไทยมีแสงแดดตลอดปี การตรวจเลือดวัดระดับ 25-OH D (เป้าหมาย ≥30 ng/mL) เป็นวิธียืนยันสถานะ D3 ที่แม่นยำที่สุด
แหล่งวิตามิน D3 จากอาหาร (ต่อหน่วยบริโภค):
| อาหาร | D3 โดยประมาณ |
|---|---|
| ปลาแซลมอน (85g) | 450–600 IU |
| ปลาทูน่า (85g) | 150–230 IU |
| ไข่แดง (1 ฟอง) | 40–50 IU |
| นมเสริม D3 (240ml) | 80–120 IU |
ปริมาณวิตามินดี3 ที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 600 IU/วัน อย่างไรก็ตาม เด็กที่ได้รับแสงแดดน้อยและไม่รับประทานอาหารทะเลเป็นประจำ มักจำเป็นต้องได้รับวิตามินดี3 เสริมทุกวัน

วิตามิน K2 MK7 (Menaquinone-7): Osteocalcin และการนำแคลเซียมเข้ากระดูก
วิตามิน K2 สายพันธุ์ MK7 (Menaquinone-7) ทำงานต่างจาก K1 โดยสิ้นเชิง – ไม่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด แต่ทำหน้าที่กำหนดว่าแคลเซียมที่อยู่ในเลือดจะไปฝากที่ กระดูก หรือ หลอดเลือด
กลไกหลักผ่านโปรตีน Osteocalcin ซึ่ง Osteoblast ผลิตขึ้น:
Osteocalcin ที่ยังไม่ถูก Carboxylate ไม่สามารถจับ Hydroxyapatite ได้ แคลเซียมจึงลอยอยู่ในเลือดโดยไม่เข้ากระดูก K2 MK7 กระตุ้น Gamma-Carboxylation – Osteocalcin ถูก Carboxylate แล้วจับ Ca²⁺ ได้ นำแคลเซียมเข้าสู่ผลึก Hydroxyapatite ใน Growth Plate
Matrix Gla Protein (MGP) คืออีกโปรตีนที่ K2 ควบคุม – MGP ที่ถูก Carboxylate แล้วจะยับยั้งการสะสม Hydroxyapatite ใน หลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็ง
กล่าวได้ว่า K2 MK7 ทำหน้าที่ “ส่งแคลเซียมให้ถูกที่ถูกทาง”:
| สถานะ K2 MK7 | ผลต่อกระดูก | ผลต่อหลอดเลือด |
|---|---|---|
| เพียงพอ | Osteocalcin carboxylated → Ca²⁺ เข้ากระดูก | MGP carboxylated → หลอดเลือดปลอดภัย |
| ขาด | Osteocalcin inactive → Ca²⁺ สะสมในเลือด | MGP inactive → ความเสี่ยงเพิ่ม |
แหล่ง K2 MK7 จากอาหาร: Natto ถั่วเหลืองหมักจากญี่ปุ่นมีสูงสุด 400–1,000 µg/100g แต่ไม่นิยมในไทย ชีสบางชนิดให้ 10–80 µg/100g อาหารทั่วไปในไทยให้ K2 น้อยมาก เด็กจึงมักได้รับ K2 ไม่เพียงพอจากการกินอาหารตามปกติ
ปริมาณ K2 MK7 ที่งานวิจัยด้านกระดูกใช้ในกลุ่มผู้ใหญ่อยู่ในช่วง 45–180 µg/วัน สำหรับเด็กยังไม่มีค่า DRI เฉพาะในไทย แต่หลักการเดียวกันนำไปใช้

แมกนีเซียม: ตัวแปลง D3 สู่ Calcitriol และองค์ประกอบของผลึกกระดูก
แมกนีเซียม (Magnesium) คือแร่ธาตุที่มักถูกมองข้ามในระบบสารอาหารเพื่อกระดูก แต่บทบาทของแมกนีเซียมมีสองมิติที่ขาดไม่ได้:
มิติที่ 1 – แปลง D3 ให้ออกฤทธิ์
Enzyme สองตัวที่แปลง Cholecalciferol → 25-OH D ในตับ และ 25-OH D → Calcitriol ในไต ต้องการแมกนีเซียมเป็น Cofactor ขาด Mg → D3 ที่รับประทานเข้าไปจะสะสมในรูปดิบ (Cholecalciferol ที่ยังไม่แปลง) ผลคือแม้เสริม D3 เพิ่มขึ้นก็ยังไม่ออกฤทธิ์
มิติที่ 2 – เป็นองค์ประกอบของผลึก Hydroxyapatite
Hydroxyapatite ในกระดูกจริงต่างจากสูตรเคมีบริสุทธิ์ – มีแมกนีเซียม Mg²⁺ แทรกอยู่ในโครงผลึก แทนที่ Ca²⁺ บางตำแหน่ง การมี Mg²⁺ ในโครงผลึกทำให้กระดูกมีความยืดหยุ่นและทนแรงกระแทกได้ดีขึ้น กระดูกที่ขาด Mg จะเปราะมากขึ้นแม้มีแคลเซียมเพียงพอ
ปริมาณแมกนีเซียมที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน
| กลุ่มอายุ | ปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (มิลลิกรัม/วัน) |
|---|---|
| 6–8 ปี | 130 mg |
| 9–13 ปี | 240 mg |
| 14–18 ปี (ชาย) | 410 mg |
| 14–18 ปี (หญิง) | 360 mg |
แหล่งแมกนีเซียมในอาหาร:
| อาหาร | Mg โดยประมาณ (mg/100g) |
|---|---|
| เมล็ดฟักทอง | ~530mg |
| ผักโขม (สุก) | ~87mg |
| ถั่วดำ | ~70mg |
| ข้าวกล้อง | ~44mg |
| กล้วย | ~27mg |
เด็กที่กินอาหารจำกัด ไม่ชอบผักหรือถั่ว มีความเสี่ยงขาด Mg และส่งผลทอดต่อ – D3 ที่รับประทานเข้าไปไม่แปลงเป็น Calcitriol ทำให้แคลเซียมดูดซึมลดลงทั้งระบบ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องระบบแคลเซียมและกระดูกได้ที่: แคลเซียมกับการเจริญเติบโตของกระดูก: กลไก ปริมาณ และแหล่งอาหาร

วงจร CPP-D3-K2: สามสารอาหารทำงานร่วมกันอย่างไร
OSTEUM® CPP (Casein Phosphopeptide 35%) คือ Peptide จาก Casein (โปรตีนนม) ที่ถูก Hydrolyze ด้วยเอนไซม์ บทบาทหลักคือรักษาแคลเซียมให้อยู่ในรูปละลายน้ำในระบบย่อยอาหาร ป้องกันไม่ให้ Ca²⁺ ตกตะกอนกับ Phosphate และ Oxalate ก่อนถูกดูดซึม
เมื่อ CPP ร่วมกับ D3 และ K2 ทั้งสามทำงานต่อเนื่องกัน:
อาหาร / อาหารเสริมที่มีแคลเซียม
↓
CPP ← รักษา Ca²⁺ ในรูปละลาย (ในลำไส้)
↓
D3 (Calcitriol) ← กระตุ้น Calbindin → Ca²⁺ ข้ามผนังลำไส้เข้าเลือด
↓
K2 MK7 ← Carboxylate Osteocalcin → Ca²⁺ เข้า Hydroxyapatite ใน Growth Plate
↓
Mg²⁺ ← ยืนยัน D3 → Calcitriol ครบกระบวนการ + เสริมผลึกกระดูก
↓
Osteoblast สร้างกระดูกใหม่ใน Growth Plate
ขาดขั้นใดขั้นหนึ่ง แคลเซียมที่รับประทานเข้าไปจะ “รั่ว” ออกจากระบบก่อนถึงกระดูก
Aquamin F (แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลแดง) มีแมกนีเซียมและ 70+ แร่ธาตุโดยธรรมชาติ – Mg จาก Aquamin F ช่วยให้ D3 แปลงเป็น Calcitriol ได้สมบูรณ์มากขึ้น เมื่อเทียบกับแคลเซียมบริสุทธิ์ (CaCO₃) ที่ไม่มี Mg มาด้วย
ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคลเซียมจากสาหร่ายทะเลได้ที่: เสริมแคลเซียมจากสาหร่ายทะเล Aquamin F คืออะไร

วงจร CPP-D3-K2 ใน Unigrow Optipro
Unigrow Optipro ออกแบบให้วงจรนี้ครบในสูตรเดียว:
- OSTEUM® CPP 35% – สูงสุดในตลาด ป้องกันแคลเซียมตกตะกอน
- Vitamin D3 (Cholecalciferol) – ดูดซึม Ca²⁺ จากลำไส้
- Vitamin K2 MK7 (จาก Natto ญี่ปุ่น) – นำ Ca²⁺ เข้ากระดูกผ่าน Osteocalcin
- Aquamin F (แคลเซียมจากสาหร่ายทะเลแดงไอร์แลนด์) – Mg + 70+ แร่ธาตุเสริม Calcitriol
- Bonepep (Hydrolyzed Peptides จาก Pharmafood Japan) – กระตุ้น Osteoblast ร่วมกับแคลเซียม
สรุปกลางบทความ – วงจร CPP-D3-K2-Mg
CPP รักษา Ca²⁺ ในรูปละลาย D3 ขนส่ง Ca²⁺ ข้ามลำไส้เข้าเลือด K2 MK7 นำ Ca²⁺ เข้ากระดูกผ่าน Osteocalcin แมกนีเซียมเปิดสวิตช์ให้ D3 ทำงานได้ และเสริมความยืดหยุ่นของผลึกกระดูก ทั้งสี่สารอาหารต้องทำงานพร้อมกัน ขาดตัวใดตัวหนึ่งก็ทำให้แคลเซียมที่รับประทานเข้าไปไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่
คำถามที่พบบ่อย: D3 K2 แมกนีเซียม และกระดูกเด็ก 6–18 ปี
เด็กที่อยู่กรุงเทพฯ ต้องเสริมวิตามิน D3 หรือเปล่า?
แสงแดดในไทยให้ UV-B เพียงพอในทางทฤษฎี แต่วิถีชีวิตในอาคาร เรียนในห้อง และใช้ครีมกันแดดทำให้ผิวสัมผัสแสงน้อย เด็กที่ออกแดดน้อยกว่า 20–30 นาที/วัน มีความเสี่ยงสถานะ D3 ต่ำ การตรวจเลือดวัดระดับ 25-OH D (เป้าหมาย ≥30 ng/mL) เป็นวิธียืนยันที่แม่นยำที่สุด
K1 กับ K2 ต่างกันอย่างไร?
K1 (Phylloquinone) พบมากในผักใบเขียว ทำงานหลักในกระบวนการแข็งตัวของเลือด K2 (Menaquinone) พบมากใน Natto และอาหารหมัก ทำงานหลักในการนำแคลเซียมเข้ากระดูกผ่าน Osteocalcin ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน ไม่สามารถทดแทนกันได้
รับประทาน D3 และ K2 พร้อมกันได้หรือเปล่า?
ได้และแนะนำให้รับประทานพร้อมกัน D3 กระตุ้นการดูดซึม Ca²⁺ แต่ต้องการ K2 เพื่อนำ Ca²⁺ เข้ากระดูกแทนที่จะสะสมในหลอดเลือด การรับประทาน D3 โดยไม่มี K2 อาจทำให้ Ca²⁺ สูงในเลือดโดยไม่ได้เข้ากระดูก D3 + K2 คือคู่ที่ออกแบบมาทำงานด้วยกัน
แมกนีเซียมจากน้ำดื่มแร่ธาตุนับรวมได้หรือเปล่า?
นับรวมได้แต่ปริมาณต่ำมาก น้ำแร่มี Mg ประมาณ 1–30 mg/L เทียบกับเมล็ดฟักทองที่ให้ ~530 mg/100g แหล่งหลักควรมาจากอาหารหรืออาหารเสริมที่มี Mg เป็นส่วนประกอบ
ช่วงอายุใดที่วงจร D3-K2-Mg ส่งผลมากที่สุด?
ช่วงที่ Growth Plate ยังเปิดอยู่ คือช่วงที่ Ossification ยังดำเนินอยู่ – อายุ 6–16 ปีในผู้หญิง และ 6–18 ปีในผู้ชาย คือช่วงที่ระบบ D3-K2-Mg ส่งผลมากที่สุดต่อการสร้างเนื้อกระดูก หลังจาก Growth Plate ปิดแล้ว D3-K2-Mg ยังมีบทบาทใน Bone Remodeling แต่ไม่เกี่ยวกับการยืดยาวของกระดูกอีกต่อไป
ถ้าเด็กกินอาหารหลากหลายอยู่แล้ว จำเป็นต้องเสริมหรือเปล่า?
ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของอาหารที่กิน K2 MK7 เพียงพอเฉพาะในกลุ่มที่กิน Natto เป็นประจำ D3 เพียงพอเฉพาะกลุ่มที่ออกแดดสม่ำเสมอหรือกินปลาทะเลน้ำลึกบ่อย แมกนีเซียมมักขาดในเด็กที่ไม่ชอบผักและถั่ว – การประเมินจากพฤติกรรมการกินจริงจะตอบได้แม่นยำกว่า

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารเสริม ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ความสูงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม โภชนาการที่ครบถ้วน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอ ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค


