แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก ร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมขึ้นมาเองได้ เด็กจึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากอาหารในแต่ละวัน การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอในช่วงวัยเจริญเติบโตช่วยสนับสนุนพัฒนาการของกระดูก แต่แคลเซียมช่วยเพิ่มความสูง ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดส่วนสูงของเด็ก เพราะยังเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โภชนาการ การนอนหลับ และการออกกำลังกายด้วย ดังนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นเฉพาะการเสริมแคลเซียม คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องโภชนาการที่ครบถ้วน การนอนหลับอย่างเพียงพอ และการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับวัยควบคู่กันไป
1. แคลเซียมช่วยเพิ่มความสูงได้หรือไม่?
แคลเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและพัฒนากระดูก โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กกำลังเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม แคลเซียมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสูง
แคลเซียมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกระดูก และจำเป็นต้องได้รับอย่างเพียงพอเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนากระดูก ดังนั้น แคลเซียมช่วยเพิ่มความสูงควรได้รับร่วมกับอาหารที่ครบถ้วน การนอนหลับที่เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตโดยรวมของเด็ก
1.1 บทบาทของแคลเซียมต่อกระดูก
แคลเซียมประมาณ 99% ในร่างกายอยู่ที่กระดูกและฟัน ส่วนอีกประมาณ 1% อยู่ในเลือด โดยมีบทบาทต่อการสร้างโครงสร้างและความแข็งแรงของกระดูกและฟัน แคลเซียมยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และกระบวนการทางสรีรวิทยาอีกหลายอย่าง
ร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมขึ้นเองได้ เด็กจึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากอาหารในแต่ละวัน นอกจากนี้ วิตามิน D ยังมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น
หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานาน ร่างกายอาจดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้เพื่อรักษาระดับแคลเซียมที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพกระดูกในระยะยาว

2. เด็กแต่ละวัยต้องการแคลเซียมวันละเท่าไร?
ความต้องการแคลเซียมแตกต่างกันตามอายุ ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น ร่างกายต้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอเพื่อสนับสนุนการสะสมมวลกระดูก
ตามคำแนะนำของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวันมีดังนี้:
| อายุ | ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำ | เทียบโดยประมาณเป็นจำนวนนม* |
| 3 ปี | 700 มก./วัน | ประมาณ 2–2.5 แก้ว |
| 4–8 ปี | 1,000 มก./วัน | ประมาณ 3–3.5 แก้ว |
| 9–12 ปี | 1,300 มก./วัน | ประมาณ 4–4.5 แก้ว |
| 13–18 ปี | 1,300 มก./วัน | ประมาณ 4–4.5 แก้ว |
ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงสำคัญต่อการสะสมมวลกระดูก ดังนั้นเด็กควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอร่วมกับสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ ในช่วงวัยนี้
อาหารที่มีแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต ชีส ปลากระป๋องขนาดเล็กที่สามารถรับประทานก้างได้ เต้าหู้เสริมแคลเซียม และผักใบเขียวบางชนิด ปริมาณแคลเซียมจริงอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหารและวิธีการปรุง
3. สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าเด็กได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ
ภาวะขาดแคลเซียมไม่ได้แสดงอาการอย่างชัดเจนเสมอไป และอาการที่เกี่ยวข้องกับการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอหรือความผิดปกติของการเผาผลาญแคลเซียมอาจพบได้ในหลายภาวะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว
3.1 อาการที่อาจพบได้
อาการบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอหรือสุขภาพกระดูกไม่แข็งแรง ได้แก่:
- เป็นตะคริวหรือมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อบ่อย
- ปวดกระดูก โดยเฉพาะบริเวณขา
- กระดูกอ่อนแอและหักง่ายกว่าปกติ
- เด็กอาจมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์อายุหรือมีอัตราการเจริญเติบโตช้าลง
- ฟันขึ้นช้าหรือมีความผิดปกติของฟันในบางกรณี
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมทางกาย
อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลเซียมโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น อาการปวดขาในเด็กอาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรสรุปว่าเด็กขาดแคลเซียมจากอาการเพียงหนึ่งหรือหลายอาการ
ในเด็กที่มีโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามิน D หรือแคลเซียม อาจพบอาการปวดกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตะคริว กระดูกผิดรูป การเจริญเติบโตช้า หรือกระดูกหักจากการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
3.2 เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์?
คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ หากสังเกตพบว่า:
- ส่วนสูงเพิ่มขึ้นชัดเจนว่าช้าลง หรือแนวโน้มการเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
- เด็กมีอาการปวดกระดูกหรือปวดขาบ่อย
- มีอาการตะคริวหรือกล้ามเนื้อเกร็งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
- เด็กมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินลำบาก หรือเหนื่อยง่ายเมื่อออกกำลังกาย
- กระดูกหักได้ง่ายแม้ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
- พบขาโก่ง ข้อมือหรือข้อเท้าบวมและเจ็บ
- เด็กมีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติอื่น ๆ เกี่ยวกับกระดูก
ตามแนวทางของ WHO การติดตามส่วนสูงและน้ำหนักด้วยกราฟการเจริญเติบโตเป็นส่วนสำคัญในการประเมินพัฒนาการของเด็ก
หากแพทย์สงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการเผาผลาญของกระดูกหรือมีภาวะขาดวิตามิน D และแคลเซียม แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด ในบางกรณีอาจแนะนำให้ตรวจเอกซเรย์หรือการตรวจอื่น ๆ เพื่อประเมินสุขภาพกระดูกเพิ่มเติม

4. วิธีเสริมแคลเซียมเพิ่มความสูงอย่างถูกต้อง
วิธีเสริมแคลเซียมเพิ่มความสูงควรพิจารณาจากปริมาณแคลเซียมทั้งหมดที่เด็กได้รับทั้งจากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ควรให้แคลเซียมในขนาดสูงด้วยตนเองเพียงเพื่อต้องการให้เด็กสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นเมื่อแบ่งรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แทนการรับประทานปริมาณมากในครั้งเดียว โดย NIH ระบุว่าร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีที่สุดเมื่อได้รับครั้งละประมาณ 500 มก. หรือน้อยกว่า
4.1 ควรเสริมแคลเซียมช่วงเวลาไหนจึงดีที่สุด?
แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ควรรับประทานพร้อมอาหาร เนื่องจากต้องอาศัยกรดในกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการดูดซึม
แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate) สามารถรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ และในบางกรณีอาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดีแม้ไม่ได้รับประทานอาหาร
หากจำเป็นต้องเสริมแคลเซียม ควรแบ่งปริมาณออกเป็นหลายครั้งตลอดวัน แทนการรับประทานแคลเซียมเสริมทั้งหมดในครั้งเดียว
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรับประทานแคลเซียมใน “ช่วงเวลาทอง” เพื่อเพิ่มส่วนสูง แต่คือการได้รับแคลเซียมเพียงพออย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งได้รับวิตามิน D และรับประทานอาหารอย่างสมดุล
4.2 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมกับแคลเซียม
อาหารและสารอาหารบางชนิดอาจส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียม ได้แก่:
- ธาตุเหล็ก: ควรรับประทานแยกจากช่วงเวลาที่ได้รับแคลเซียมตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากแคลเซียมอาจมีผลต่อการดูดซึมผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กบางชนิด
- ชาและกาแฟ: คาเฟอีนอาจลดการดูดซึมแคลเซียมได้เล็กน้อย และเพิ่มการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
- อาหารที่มีออกซาเลตสูง: เช่น ผักโขม อาจลดการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารชนิดนั้น
- อาหารที่มีไฟเตตสูง: ถั่ว เมล็ดพืช และธัญพืชบางชนิดอาจลดชีวประโยชน์ของแคลเซียม
- เครื่องดื่มอัดลม: ควรจำกัดในเด็ก โดยเฉพาะเมื่อดื่มแทนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องงดอาหารที่มีออกซาเลตหรือไฟเตตโดยสิ้นเชิง สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุล โดย NIH ระบุว่าออกซาเลตและไฟเตตสามารถลดการดูดซึมแคลเซียมได้ ขณะที่คาเฟอีนและฟอสฟอรัสอาจมีผลในระดับหนึ่ง
หากเด็กกำลังรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดอื่น คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างผลิตภัณฑ์ เนื่องจากแคลเซียมอาจส่งผลต่อการดูดซึมของยาบางชนิด
4.3 นอนหลับให้เพียงพอและออกกำลังกายควบคู่กัน
แคลเซียมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเจริญเติบโตของเด็ก การนอนหลับและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัยก็มีความสำคัญเช่นกัน
ตารางชั่วโมงการนอนที่แนะนำตามอายุ:
| อายุ | ระยะเวลานอนที่แนะนำภายใน 24 ชั่วโมง |
| 3–5 ปี | 10–13 ชั่วโมง รวมเวลานอนกลางวัน |
| 6–12 ปี | 9–12 ชั่วโมง |
| 13–18 ปี | 8–10 ชั่วโมง |
คำแนะนำนี้มาจาก American Academy of Sleep Medicine (AASM) และได้รับการรับรองโดยองค์กรด้านกุมารเวชศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

การออกกำลังกาย: เด็กอายุ 5–17 ปีควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน และควรมีกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์
กิจกรรมที่เหมาะสมอาจประกอบด้วย:
- ว่ายน้ำ
- บาสเกตบอล
- กระโดดเชือก
- การวิ่ง การกระโดด และกิจกรรมกลางแจ้ง
- การออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก
ไม่มีชนิดกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำให้เด็กสูงขึ้น เป้าหมายหลักคือให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสมกับสุขภาพและอายุ
แคลเซียมเป็นสารอาหารสำคัญต่อการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กกำลังเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม แคลเซียมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสูง เด็กควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจากอาหาร ควบคู่กับวิตามิน D โภชนาการที่หลากหลาย การนอนหลับอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกายเป็นประจำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปริมาณแคลเซียมที่เด็กต้องการจะแตกต่างกันตามช่วงอายุ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการได้รับแคลเซียมจากอาหารที่เหมาะสมเป็นหลัก และใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมื่อมีความจำเป็นหรือได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

