ทอรีน (Taurine – กรดอะมิโนที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ) คือกรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองได้ที่ตับ และพบสะสมมากเป็นพิเศษในสมอง ดวงตา หัวใจ และกล้ามเนื้อ ทอรีนต่างจากกรดอะมิโนส่วนใหญ่ตรงที่ไม่ได้ถูกนำไปสร้างโปรตีน แต่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ และเกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณประสาท แหล่งอาหารหลักคือโปรตีนจากสัตว์อย่างเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนพืชแทบไม่มีทอรีนในปริมาณที่ประเมินได้ ชื่อของทอรีนเป็นที่รู้จักผ่านฉลากเครื่องดื่มชูกำลังเป็นหลัก จึงเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยครั้ง เนื้อหาต่อจากนี้แยกข้อเท็จจริงออกจากความเข้าใจดังกล่าว พร้อมเหตุผลที่เด็กเล็กต้องการทอรีนต่างจากผู้ใหญ่
ทอรีนคืออะไร
ทอรีนคือกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีกำมะถัน (Sulfur) เป็นองค์ประกอบ ร่างกายมนุษย์ผลิตทอรีนขึ้นเองได้ที่ตับ โดยสร้างจากกรดอะมิโนชนิดอื่น ด้วยเหตุนี้ ภาวะขาดทอรีนจึงพบได้น้อยในผู้ที่มีสุขภาพดี
ตำแหน่งที่พบทอรีนหนาแน่นเป็นพิเศษคือสมอง ดวงตา หัวใจ และกล้ามเนื้อ การกระจายตัวแบบนี้สะท้อนหน้าที่ของทอรีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอวัยวะที่ต้องทำงานต่อเนื่องและมีการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ตลอดเวลา
ทอรีนต่างจากกรดอะมิโนชนิดอื่นอย่างไร
ทอรีนไม่ได้ถูกนำไปใช้สร้างโปรตีนในร่างกาย ข้อนี้คือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดจากกรดอะมิโนทั่วไป ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีน ทอรีนทำงานในฐานะสารที่ควบคุมกระบวนการภายในเซลล์แทน
ทอรีนถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่ากรดอะมิโนจำเป็นตามเงื่อนไข หมายความว่าในภาวะปกติร่างกายผลิตได้เพียงพอ แต่ในช่วงเวลาของการเจ็บป่วยหรือความเครียด ความต้องการทอรีนจะเพิ่มขึ้นจนการผลิตภายในอาจไม่พอ
ทอรีนทำหน้าที่อะไรในร่างกาย
หน้าที่หลักของทอรีนคือการควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ร่วมกับการสนับสนุนการทำงานของระบบประสาท ทอรีนจัดเป็นสารควบคุมการทำงานของระบบประสาท หรือ neuromodulator ซึ่งมีผลไปในทางช่วยให้ระบบประสาทสงบและคงที่
นอกจากบทบาทด้านระบบประสาทแล้ว ทอรีนยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ การทำงานของหัวใจและการไหลเวียนเลือด รวมถึงจอประสาทตาและการมองเห็น ทอรีนยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พบทอรีนสะสมในเนื้อเยื่อที่มีการใช้พลังงานสูง
ในสูตรโภชนาการของ Unigrow ทอรีนอยู่ร่วมกับ DHA และ Choline (โคลีน – สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน) เป็นการจัดกลุ่มสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทไว้ในสูตรเดียวกัน มากกว่าการใช้ทอรีนแยกเดี่ยว

ทอรีนพบในอาหารอะไรบ้าง
แหล่งทอรีนหลักคือโปรตีนจากสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงไข่ ส่วนพืชไม่มีทอรีนในปริมาณที่ประเมินได้
| กลุ่มอาหาร | มีทอรีนหรือไม่ | หมายเหตุสำหรับมื้อเด็ก |
|---|---|---|
| เนื้อสัตว์ | มี | อยู่ในมื้อหลักของครอบครัวไทยอยู่แล้ว |
| อาหารทะเล | มี | ปริมาณขึ้นกับความถี่ที่จัดเมนูได้ |
| นมและผลิตภัณฑ์จากนม | มี | เป็นช่องทางที่สม่ำเสมอที่สุดในเด็กวัยเรียน |
| ไข่ | มี | รับประทานง่าย ต่อรองกับเด็กได้ |
| พืช ผัก ถั่ว ธัญพืช | แทบไม่มี | ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติมักมีระดับทอรีนต่ำกว่าผู้ที่รับประทานโปรตีนจากสัตว์เป็นประจำ |
ข้อสังเกตที่ใช้ได้จริงคือ เด็กที่รับประทานอาหารครบ 5 หมู่และมีโปรตีนจากสัตว์ในมื้อประจำ ได้รับทอรีนจากอาหารอยู่แล้ว กลุ่มที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือเด็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ หรือเด็กที่ปฏิเสธเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเป็นเวลานาน ซึ่งควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อประเมินภาวะโภชนาการโดยรวม

ทอรีนในเครื่องดื่มชูกำลัง เข้าใจให้ตรงจุด
ทอรีนเป็นส่วนผสมที่พบในเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ไม่ใช่สาเหตุของความรู้สึกตื่นตัว ประเด็นนี้เป็นจุดที่เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งกังวลเมื่อเห็นชื่อทอรีนบนฉลากผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก
ทอรีนให้ความรู้สึกตื่นตัวเหมือนคาเฟอีนหรือไม่
ทอรีนไม่ได้มีฤทธิ์กระตุ้นแบบเดียวกับคาเฟอีน คาเฟอีนเป็นสารที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ทำให้รู้สึกตื่นตัวและลดความรู้สึกเหนื่อยล้า ส่วนทอรีนทำหน้าที่เป็น neuromodulator ซึ่งโดยทั่วไปถือว่ามีผลไปในทางช่วยให้ระบบประสาทสงบหรือคงที่ มากกว่าจะกระตุ้น
ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจากเครื่องดื่มชูกำลังจึงมาจากปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลที่สูงเป็นหลัก ไม่ได้มาจากทอรีน บทบาทของทอรีนในเครื่องดื่มกลุ่มนี้เน้นไปที่การสนับสนุนการทำงานของกล้ามเนื้อและการฟื้นตัวหลังออกกำลังกาย
ปริมาณทอรีนในเครื่องดื่มชูกำลังโดยทั่วไปอยู่ที่ราว 700–800 มก. ต่อหน่วยบริโภคขนาดประมาณ 237 มล. ซึ่งเป็นระดับที่กำหนดขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ใช่สำหรับเด็ก
สิ่งที่ผู้ปกครองควรพิจารณา
เมื่อประเด็นอยู่ที่เครื่องดื่มชูกำลังกับเด็ก สิ่งที่ควรพิจารณาคือคาเฟอีนและน้ำตาล ไม่ใช่ทอรีน การอ่านฉลากเพื่อดูปริมาณคาเฟอีนและน้ำตาลต่อหน่วยบริโภค จึงให้ข้อมูลที่ตรงกับความกังวลมากกว่าการดูที่ชื่อทอรีน
ทอรีนที่อยู่ในนม ในเนื้อสัตว์ และในสูตรโภชนาการสำหรับเด็ก เป็นสารอาหารตัวเดียวกับที่อยู่ในเครื่องดื่มชูกำลัง สิ่งที่ต่างกันคือบริบทของผลิตภัณฑ์ ปริมาณ และส่วนผสมอื่นที่มาพร้อมกัน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของเครื่องดื่มชนิดใดกับเด็ก การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเป็นแนวทางที่เหมาะสม

ข้อเสียและข้อควรระวังของทอรีน
ข้อควรระวังของทอรีนสัมพันธ์กับการเสริมในรูปผลิตภัณฑ์ มากกว่าการได้รับจากอาหารตามปกติ การได้รับทอรีนจากมื้ออาหารประจำวันอยู่ในระดับที่ร่างกายจัดการได้ตามธรรมชาติ
ข้อพิจารณาที่ควรทราบมีดังนี้
- ภาวะขาดทอรีนพบได้น้อยในผู้มีสุขภาพดี เนื่องจากร่างกายสร้างทอรีนได้เองที่ตับ การเสริมโดยไม่มีข้อบ่งชี้จึงไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเสมอไป
- ผลิตภัณฑ์เสริมทอรีนส่วนใหญ่กำหนดปริมาณสำหรับผู้ใหญ่ การนำมาใช้กับเด็กโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรจึงไม่เหมาะสม
- ทอรีนมักมาพร้อมส่วนผสมอื่นในผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น คาเฟอีน น้ำตาล หรือวิตามินบี ข้อควรระวังจริงจึงมักอยู่ที่ส่วนผสมร่วมเหล่านั้น การอ่านฉลากส่วนประกอบทั้งหมดจึงสำคัญกว่าการดูเฉพาะชื่อทอรีน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมทอรีนในรูปผลิตภัณฑ์
สำหรับเด็ก อาหารเสริมทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมของมื้ออาหาร ไม่ใช่สิ่งทดแทนอาหารครบ 5 หมู่ และควรตรวจสอบฉลากสารก่อภูมิแพ้ เช่น นมวัวหรือถั่วเหลือง ก่อนเริ่มใช้ทุกครั้ง

ทอรีนกินตอนไหน
การได้รับทอรีนอย่างสม่ำเสมอมีน้ำหนักมากกว่าการกำหนดเวลาที่แน่นอน สำหรับคนส่วนใหญ่ ทอรีนมาพร้อมมื้ออาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์อยู่แล้ว การจัดมื้อให้มีเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรืออาหารทะเลเป็นประจำ จึงเป็นการได้รับทอรีนตามปกติโดยไม่ต้องนับเวลา
ในกรณีของผลิตภัณฑ์โภชนาการที่มีทอรีนเป็นส่วนประกอบ ให้ยึดตามคำแนะนำการบริโภคบนฉลากผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เป็นหลัก เพราะปริมาณและรูปแบบการรับประทานถูกออกแบบมาพร้อมกับสูตรทั้งหมด ไม่ได้ออกแบบสำหรับทอรีนแยกส่วน
ผู้ที่ต้องการเสริมทอรีนในรูปผลิตภัณฑ์เฉพาะ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อกำหนดปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
ทอรีนกับเด็กวัยเรียน
เด็กเล็กสังเคราะห์ทอรีนได้ไม่เท่าผู้ใหญ่ ทารกและเด็กเล็กจึงต้องได้รับทอรีนจากน้ำนมแม่ หรือจากสูตรโภชนาการที่มีทอรีนเป็นส่วนประกอบ ข้อนี้เป็นเหตุผลที่ทอรีนปรากฏอยู่ในสูตรอาหารสำหรับเด็ก และไม่เกี่ยวข้องกับบริบทของเครื่องดื่มชูกำลังแต่อย่างใด
เมื่อเด็กโตขึ้นและรับประทานอาหารได้หลากหลาย ช่องทางการได้รับทอรีนจะเปลี่ยนจากน้ำนมมาเป็นมื้ออาหารประจำวัน โปรตีนจากสัตว์ในมื้อหลักจึงกลายเป็นตัวแปรที่กำหนดปริมาณทอรีนที่เด็กได้รับในวัยนี้
กลุ่มที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือเด็กที่รับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมน้อย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านความชอบ ข้อจำกัดด้านอาหาร หรือรูปแบบการรับประทานของครอบครัว การประเมินโดยแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเป็นขั้นตอนที่เหมาะสมกว่าการเสริมด้วยตนเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทอรีน
ทอรีนเป็นสารกระตุ้นหรือไม่
ไม่ใช่สารกระตุ้น ทอรีนทำหน้าที่เป็นสารควบคุมการทำงานของระบบประสาท ซึ่งโดยทั่วไปมีผลไปในทางช่วยให้ระบบประสาทสงบ ส่วนสารที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางในเครื่องดื่มชูกำลังคือคาเฟอีน
ทอรีนในนมกับทอรีนในเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นสารตัวเดียวกันไหม
เป็นสารตัวเดียวกัน สิ่งที่ต่างกันคือปริมาณต่อหน่วยบริโภค กลุ่มผู้บริโภคที่ผลิตภัณฑ์ออกแบบมาให้ และส่วนผสมอื่นที่มาพร้อมกันในผลิตภัณฑ์นั้น
เด็กที่กินมังสวิรัติจะขาดทอรีนไหม
ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติมักมีระดับทอรีนต่ำกว่าผู้ที่รับประทานโปรตีนจากสัตว์เป็นประจำ เนื่องจากพืชแทบไม่มีทอรีน อย่างไรก็ตาม ร่างกายยังสร้างทอรีนได้เองที่ตับ กรณีของเด็กที่รับประทานมังสวิรัติจึงควรได้รับการประเมินภาวะโภชนาการโดยแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
ร่างกายสร้างทอรีนเองได้ แล้วยังต้องได้รับจากอาหารอีกทำไม
การผลิตภายในเพียงพอในภาวะปกติของผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี แต่ในเด็กเล็กที่ระบบยังผลิตได้ไม่เท่าผู้ใหญ่ และในช่วงที่ร่างกายเจ็บป่วยหรือมีความเครียด ความต้องการทอรีนจะสูงกว่าที่ร่างกายผลิตได้

สรุป
ทอรีนคือกรดอะมิโนที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ร่างกายสร้างเองได้ที่ตับ ไม่ถูกนำไปสร้างโปรตีน และพบสะสมมากในสมอง ดวงตา หัวใจ และกล้ามเนื้อ แหล่งอาหารหลักคือโปรตีนจากสัตว์ ส่วนพืชแทบไม่มี ชื่อของทอรีนผูกอยู่กับเครื่องดื่มชูกำลังจนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งที่ความรู้สึกตื่นตัวจากเครื่องดื่มกลุ่มนั้นมาจากคาเฟอีนและน้ำตาลเป็นหลัก สำหรับเด็ก ทอรีนเป็นสารอาหารที่พบในน้ำนมและในสูตรโภชนาการมาตั้งแต่ต้น เพราะเด็กเล็กสังเคราะห์ได้ไม่เท่าผู้ใหญ่ และเมื่อโตขึ้น มื้ออาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์อย่างสม่ำเสมอคือช่องทางหลักของการได้รับทอรีน
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สูตรโภชนาการเด็ก ของ Unigrow หรือดูบทความโภชนาการ อื่น ๆ
ผลิตภัณฑ์นี้เป็นอาหารเสริม ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ความสูงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม โภชนาการที่ครบถ้วน
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอ
ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
ควรอ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค

